คลังเก็บป้ายกำกับ: ภูมิภาค

ญาติติดใจตำรวจ ไล่จับนักพนัน หนีจนเสียชีวิต

พบศพหนุ่มวิ่งหนีตำรวจไล่จับพนันปิงโกที่กระโดดลงแม่น้ำตรังก่อนจมหายไปแล้ว ด้านญาติติดใจ ทำไมตำรวจไม่ช่วยเหลือ หรือบอกประชาชน

วันนี้ (23 มิ.ย. 60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองตรัง รับแจ้ง พบศพผู้เสียชีวิต 1 คนลอยน้ำติดที่บริเวณหัวสูบน้ำประปากันตัง เมื่อถึงที่เกิดเหตุมีประชาชนยืนมุงดูเหตุการณ์จำนวนมาก เมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยนำร่างผู้เสียชีวิตกลับขึ้นฝั่งที่ท่าน้ำวัดประสิทธิชัยหรือวัดท่าจีน ปรากฏว่าเป็นศพ นายชัยวัตร์ อายุ 31 ปี ที่หายตัวไประหว่างวิ่งหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจไล่จับนักพนันปิงโก เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ที่ผ่านมา ท่ามกลางความเสียใจของครอบครัวที่เดินทางมาดูศพ

ด้านแพทย์เวรจากโรงพยาบาลศูนย์ตรัง กล่าวว่า เบื้องต้นไม่พบบาดแผลผู้เสียชีวิต ส่วนสาเหตุการเสียชีวิต ต้องรอผลการผ่าพิสูจน์ก่อน จึงจะสรุปได้ ขณะที่ญาติของผู้เสียชีวิต ยังติดใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อเห็นว่าผู้เสียชีวิตกระโดดลงน้ำไป ทำไมไม่ช่วยเหลือเพราะผู้ตายว่ายน้ำไม่เป็น หรือแจ้งให้ประชาชนทราบ แต่เก็บเรื่องนี้ไว้ จึงอยากร้องขอความเป็นธรรมกับเรื่องนี้
ขอบคุณที่มา#sanook

เรียกเสียงฮือฮา! นักเรียนพิการ “วีลแชร์แดนซ์” โชว์สเต็ปบีบอย พร้อมเต้นเพลงที่มันมีงูออกมา

นักเรียนพิการโรงเรียนศรีสังวาลย์ จ.เชียงใหม่ โชว์ความแข็งแกร่งและพร้อมเพรียงในการแสดงวีลแชร์แดนซ์ ประกอบเพลงที่กำลังฮิตติดหูอย่างเพลงที่มันมีงูออกมา หรือ Burn it Down ซึ่งนอกจากจะแสดงถึงพละกำลังในการควบคุมวีลแชร์ ทีมวีลแชร์แดนซ์ยังโชว์ความแข็งแกร่งของร่างกายด้วยการลุกจากวีลแชร์มาเต้นบีบอย

โดยใช้แขนสองข้างคอยคุมคุมร่างกายแทนขาได้อย่างน่าทึ่ง เรียกเสียงฮือฮาจากกลุ่มผู้ปกครองและผู้ที่มีอากาสได้ชมล้นหลาม การแสดงนี้มีขึ้นในกิจกรรมเปิดบ้านศรีสังวาลย์เชียงใหม่ ประจำปี 2560 ที่โรงเรียนศรีสังวาลย์ จ.เชียงใหม่ จัดขึ้นโดยในทีมนักแสดงครั้งนี้มี 3 คน

ที่เป็นสมาชิกทีมวีลแชร์แดนซ์ของโรงเรียนที่เคยคว้ารางวัล 10 ล้านบาท จากการประกวดรายการชื่อดังมาแล้วเมื่อ 3 ปีก่อน ขณะที่สวยงามที่แฝงไปด้วยความแข็งแกร่งด้านพละกำลัง แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเด็กพิการที่แม้ร่างกายจะไม่สมบูรณ์เช่นคนปกติ แต่ก็สามารถทำอะไรได้หลายอย่างไม่แพ้คนปกติ

ญาติเข้าทำความสะอาดบ้านฆ่ายกครัว 8 ศพ ล้างคราบเลือดทั้งน้ำตา

(27 ก.ค.) จากกรณีคนร้ายยิงนายวรยุทธ อายุ 46 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ต.บ้านกลาง อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ พร้อมด้วยครอบครัว และญาติภรรยา รวม 8 ศพ บาดเจ็บ 3 ราย

01

ต่อมาเจ้าหน้าที่จับกุมตัว นายซูริก์ฟัต อายุ 41 ปี นายทุนเงินกู้และปล่อยดอกเบี้ย พร้อมพวกรวม 8 คน โดยให้การว่าสาเหตุมาจากความโกรธคืนที่ผู้ตายข่มขู่จะฆ่า เนื่องจากปัญหาการจำนองที่ดิน ซึ่งทาง ผบ.ตร. นำทีมผู้มาล่าผู้ต้องหาทั้งหมดด้วยตัวเอง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ผู้ต้องหาทั้งหมด ถูกนำเข้าเรือนจำ จ.กระบี่ ฝากขังเป็นผัดแรก ส่วนพยานปากสำคัญคือผู้รอดชีวิต 3 คน ล่าสุดกลับบ้านมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลคุ้มครองตลอด 24 ชม.

โดยความคืบหน้าวันนี้ ที่บ้านเลขที่ 14/3 ม.1 ต.บ้านกลาง อ.เอ่าวลึก ซึ่งเป็นบ้านที่เกิดเหตุ พ่อตาของผู้ใหญ่บ้านพร้อมชาวบ้านญาติๆ เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกลาง อบต.บ้านกลาง รวมกว่า 20 คน ได้เข้าร่วมกันทำความสะอาดบ้านหลังดังกล่าวครั้งแรก หลังได้รับการคืนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในช่วงหลังเกิดเหตุที่มีการเก็บหลักฐานต่างๆทางด้านคดี ซึ่งพบว่า ภายในบ้านของผู้ใหญ่ มีจุดเกิดเหตุ 3 จุด ทั้งหมดเป็นห้องนอนของผู้ใหญ่ และลูกๆ รวมทั้งน้องสาวภรรยาผู้ใหญ่ พบตามที่นอน หมอน และพื้นมีคราบเลือดจำนวนมาก ซึ่งทำให้ผู้ที่เข้าไปร่วมทำความสะอาดในครั้งนี้หดหู่ใจ บางคนร้องไห้ไปกวาดบ้านไป

นางวันดี ญาติของผู้ใหญ่บ้าน และเป็นผู้สมัครผู้ใหญ่บ้านที่เดินทางไปร่วมทำความสะอาด กล่าวว่า รู้สึกใจหาย กับการจากไปแม้จะผ่านมาหลายวันแล้ว แต่เมื่อเห็นสภาพของบ้านที่ทุกคนถูกคุมตัวไว้ในห้องและยิงทีละราย ที่ผ่านมาผู้ใหญ่และครอบครัวเป็นที่รักของคนในหมู่บ้าน ญาติๆ ขณะที่นายจรีย์ บุตรเติบ พ่อตาของผู้ใหญ่บ้าน กล่าวว่า บ้านหลังนี้ยังไม่มีการหารือกันในหมู่ลูกๆและญาติว่าจะทำอย่างไร แต่คงต้องให้มีคนมาอยู่พักอาศัย ซึ่งอาจเป็นลูกของตนที่เหลืออีก 4 คน หรืออาจเป็นญาติคนอื่นที่ยังไม่มีบ้าน หลังจากนี้จะว่ากันอีกรอบ ส่วนคดีนั้น ตนยังคิดว่าน่าจะมีเครือญาติของบังฟัตมีส่วนรู้เห็น โดยเฉพาะการดูต้นทาง คอยรายงานความเคลื่อนไหวของผู้ใหญ่ที่คนร้ายมุ่งเป้าหมายไปที่ผู้ใหญ่คนเดียว ซึ่งเป็นความคิดส่วนตัวที่ตนสามารถคิดได้

ส่วนกรณีการช่วยเหลือผู้ที่ถูกบังฟัตหลอกให้โอนที่ดินให้ แล้วนำไปจำนองธนาคาร ขณะที่ชาวบ้านนำไปค้ำประกันกู้เงินนั้น นายจรีย์ กล่าวว่า ขณะนี้มีประมาณ 10 กว่าราย กำลังรวบรวมเอกสารต่างๆ เพื่อนำไปยื่นแก่สำนักงานยุติธรรมจังหวัดกระบี่ เพื่อขอความช่วยเหลือ หลังจากก่อนหน้านี้ได้มีการหารือกันมาแล้วรอบหนึ่ง

ขณะที่เหยื่อที่รอดชีวิต พร้อมด้วยลูกๆ ออกมาเปิดเผยอีกครั้งถึงเหตุการณ์สังหารว่า คืนเกิดเหตุขณะที่ตนอยู่ในห้องนั้น ถูกยิง มีชายแต่งกายแบบทหาร 4-5 คน ซึ่งเวลานั้นได้ปิดไฟในห้อง คนร้ายยิงแล้วไม่ได้หันมาดูตนจึงรอดชีวิตมาได้ ต่อจากนั้นจึงยิงสามีของตน และเด็กๆ พร้อมคนในบ้าน ส่วนการพูดคุยของคนร้ายหลังยิงหมดทุกคน ไม่ได้ยินเสียงพูดคุย แต่ได้ยินเสียงรถยนต์ขับออกไป

ถ่ายออกมาแล้ว! สร้อยทองคำ 2 สลึง สาวเมียนมากลืนลงท้อง

สาวเมียนมากลืนสร้อยทองคำ 2 สลึง ลงท้อง ล่าสุดขับถ่ายออกมาแล้ว ตำรวจคุมฝากขัง

เมื่อเวลา 15.30 น. (11 ก.ค.) ที่ สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี พ.ต.ท.สมุทร์ เกตุยา รองผกด.สอบสวน สภ.บางบัวทอง ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่ากรณีที่ น.ส.เอ เอ วิน สัญชาติเมียนมา อายุ 38 ปี คนร้ายกลืนสร้อยคอทองคำน้ำหนัก 2 สลึง ราคา 10,500 บาท ลงทัอง วันนี้ได้นำตัวผู้ต้องหาส่งฝากขังที่ศาลแขวนจังหวัดนนทบุรี เรียบร้อยแล้ว

โดยเมื่อช่วงเวลาประมาณ 03.00 น.วันที่ 11 ก.ค.60 ผู้ต้องหาได้ถ่ายสร้อยคอทองคำออกมา หลังจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ผู้ต้องหาทานอาหารและผลไม้ตามปกติ จนสามารถขับถ่ายออกมาได้

พ.ต.ท.สมุทร์ เกตุยา กล่าวว่า พฤติการณ์ของคดีนี้ คนร้ายได้ทำทีเข้ามาซื้อสร้อยคอทองคำในร้านดังกล่าว พร้อมกับขอดูลวดลายจำนวน 3 เส้นแต่ยังไม่พอใจจึงขอดูลายอื่น ขณะที่คนขายสร้อยคอได้หันหลังกับไปเลือกลายใหม่อยู่นั้น หันกลับมาพบว่าสร้อยคอหายไป 1 เส้นเป็นสร้อยคอน้ำหนัก 2 สลึง ซึ่งผู้ต้องหาปฎิเสธว่าไม่รู้ว่าสร้อยทองหายไปไหน จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมทั้งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด จนพบว่าผู้ต้องหากลืนสร้อยคอทองคำลงไป โดยกล้องสามารถบันทึกพฤติกรรมไว้ได้ทั้งหมด

หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหามาควบคุมตัวไว้ที่ สภ.บางบัวทอง เพื่อรอให้ขับถ่ายออกมาแต่ก็ไม่เป็นผล จึงได้นำตัวผู้ต้องหาส่ง รพ.บางบัวทอง เพื่อทำการเอกซเรย์หาตำแหน่งของสร้อยว่าอยู่ตำแหน่งไหน พบว่าสร้อยคออยู่ที่ลำไส้ใหญ่ จนกระทั่งเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาผู้ต้องหาได้ขับถ่ายออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นได้นำตัวผู้ต้องหาส่งฝากขังศาลจังหวัดนนทบุรี

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาวิ่งราวทรัพย์ ขณะนี้อยู่ระหว่างติดต่อประสานให้เจ้าของร้านทองดังกล่าวเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการรับสร้อยคอทองคำคืน และสอบปากคำไว้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีต่อไป

ขอขอบคุณภาพจาก sanook.com

ไฟฟ้าลัดวงจร เผาหีบศพคุณยายวัย 87 ในศาลาวัด ช่างภาพเจอเหตุขนลุก

เกิดเหตุเพลิงไหม้หีบศพผู้เสียชีวิตที่ตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ภายศาลาวัดเกาะนัมมทาปทวลัญชาราม ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ราชบุรี ตำรวจคาดเกิดจากไฟฟ้าช็อตหลอดไฟที่ประดับตกแต่งหน้าหีบศพ ขณะที่ญาติเผยงวดที่ผ่านมีชาวบ้านนำเลขอายุ 87 ผู้ตายไปเสี่ยงโชคถูกหวยกันจำนวนมาก

เวลา 05.45 น. (18 ก.ค. 60) ช่วงรุ่งเช้าที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในศาลาเมรุเผาศพ ของวัดเกาะนัมมทาปทวลัญชาราม ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ราชบุรี ทางวัดจึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองราชบุรี พร้อมรถดับเพลิงจากเทศบาลเมืองราชบุรี จำนวน 3 คัน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิราชานุกูลราชบุรี เข้าช่วยเหลือฉีดน้ำสกัดเพลิงเพื่อไม่ให้ลุกลาม ใช้เวลาเกือบ 15 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้

เกิดเหตุเป็นศาลาเมรุเผาศพเก่าสร้างด้วยปูนชั้นเดียว ภายในมีการจัดสถานที่ตั้งบำเพ็ญกุศลศพของ นางน้อย อายุ 87 ปี ตั้งมาตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา และกำหนดฌาปนกิจศพในวันที่ 20 ก.ค. นี้ หลังเพลิงสงบแล้วทางเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบบริเวณภายในพบว่า เพลิงได้ลุกไหม้เผาด้านหน้าบริเวณที่จัดดอกไม้หน้าหีบศพ ผ้าม่าน พัดลมที่เป็นพวงหรีด รวมถึงโต๊ะตั้งศพ โต๊ะธูป เทียน รูปหน้าศพ ถูกไฟไหม้หมด ส่วนโลงศพผู้เสียชีวิตถูกไฟไหม้เพียงบางส่วน

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบถามพระภิกษุที่อยู่ภายในวัดทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ ที่วัดนี้จะปิดประตูเมรุไม่อนุญาตให้มีการเฝ้าศพ ช่วงเกิดเหตุพระลูกวัดกำลังจะเตรียมตัวออกไปบิณฑบาต ก็เห็นควันไฟพุ่งออกมาจากศาลาจึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและดับเพลิงมาช่วยควบคุมเพลิงได้ก่อนที่จะวอดไปทั้งหลัง ตำรวจคาดว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากหลอดไฟฟ้าดวงเล็กๆ ที่เปิดประดับตกแต่งบริเวณหน้าหีบศพและดอกไม้เกิดช็อตลัดวงจรขึ้น จึงทำให้ลุกไหม้ในพื้นที่ตั้งศพผู้ตาย โชคดีที่พระลูกวัดมาพบเห็นกลุ่มควันลอยออกมาจากศาลา จึงได้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยเหลือไว้ได้ทัน

ผู้สื่อข่าวยังรายงานอีกว่า ญาติผู้ตายรายหนึ่งได้เดินทางมาดูที่เกิดเหตุ เปิดเผยว่า ช่วงที่มีชีวิตอยู่คุณยายเป็นคนดี ชาวบ้านให้ความเคารพรักมาก และเสียชีวิตลงด้วยโรคชรา หลังเสียชีวิตแล้วมีชาวบ้านใกล้เคียงได้นำเลข 87 ซึ่งเป็นเลขอายุของคนตายไปซื้อล็อตเตอรี่ ถูกเลขท้าย 2 ตัว 87 กันทุกคน อีกทั้งยังชวนให้ขนหัวลุกช่วงเกิดเหตุภายในศาลาที่ถูกไฟไหม้นั้น ได้มีการสับสวิตช์ไฟฟ้าลงและมืด ญาติๆ ได้ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพที่เกิดเหตุแต่ก็ไม่สามารถบันทึกภาพได้

ขณะที่ช่างภาพผู้สื่อข่าวเข้าไปทำข่าวก็ได้พยายามที่จะถ่ายภาพนิ่งหลายครั้ง แต่ชัตเตอร์กลับกดไม่ลง รวมถึงภาพเคลื่อนไหวก็ถ่ายไม่ได้ จึงได้ยกมือไหว้ขอขมา และขออนุญาตจึงถ่ายภาพได้ เป็นสิ่งที่น่าแปลกมาก

อย่างไรก็ตาม ทางญาติก็จะได้ทำการเปลี่ยนโลงบรรจุศพให้ใหม่ พร้อมกับย้ายศพไปตั้งอีกศาลาที่อยู่ใกล้กับศาลาที่เกิดเหตุ พร้อมประดับตกแต่งดอกไม้ให้อย่างสวยงาม เพื่อเตรียมทำพิธีฌาปนกิจศพในวันที่ 20 ก.ค. ที่จะถึงนี้ต่อไป