เจ้าของบ้านไฟลุกปริศนาไม่กล้าหลับ ยันไม่ได้ลวงโลก ถกเสื้อพิสูจน์ โต้จุดไฟแช็ค

จากกรณีไฟลุกไหม้ปริศนาภายในบ้าน 4 หลัง ซึ่งเป็นญาติพี่น้องกัน ในพื้นที่บ้านวังไม้แดง หมู่ที่ 6 ต.สามพี่น้อง อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี ตามที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น

ล่าสุด ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี ลงพื้นที่หมู่บ้านดังกล่าว โดยช่วงบ่ายที่ผ่านมามีฝนตกลงมาเป็นระยะ โดยที่บ้านหลังที่ 4 พบว่า พระอธิการมนตรี อินทรํโส พระภิกษุวัดมาบไผ อ.ขลุง จ.จันทบุรี พร้อมคณะได้เดินทางมาที่วัดแห่งหนึ่งในละแวกใกล้เคียงกับบ้านที่เกิดเหตุเพลิงลุกไหม้ จึงได้แวะเข้ามาดูถึงสาเหตุว่าเกิดขึ้นเพราะเหตุใด

พระอธิการมนตรี เผยว่า ไม่เคยพบเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน เพลิงที่ลุกไหม้น่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เพราะจากการฟังชาวบ้านเล่าว่ามีสารบางอย่างอยู่ในใต้ดิน จึงไม่น่าจะใช่เรื่องภูตผีปีศาจอย่างแน่นอน

น.ส.กาญจนา ภรรยาของนายณรงค์ เจ้าของบ้านหลังที่ 4 เปิดเผยว่า วันนี้ยังไม่เกิดเหตุเพลิงลุกไหม้ แต่เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม เวลาประมาณ 14.00 น. ลูกๆ ได้นั่งเล่นบริเวณเต็นท์หน้าบ้าน ซึ่งระหว่างลูกชายคนเล็กนั่งอยู่บนกองผ้าที่วางไว้บนเตียงหวาย ขณะนั้นพี่ๆ เห็นว่ามีไฟลุก จึงบอกน้องให้ลุกแล้วชวนกันดับไฟ โดยไฟได้ไหม้มุ้ง ผ้าห่มและหมอน

น.ส.กาญจนา ยอมรับว่า ใช้ชีวิตชีวิตลำบากหลังจากเจอเหตุการณ์เพลิงลุกไหม้ จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา เพราะทุกวันนี้พวกตนต้องอยู่อย่างหวาดผวา เนื่องจากไม่รู้ว่าจะเกิดเพลิงลุกไหม้อีกเมื่อใด

อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของบุคคลที่หาว่าสร้างสถานการณ์ เนื่องจากบุคคลเหล่านั้นไม่ได้มาประสบพบเจอแบบตน แต่ตนอยากบอกว่า คนสติเต็มร้อยที่ไหนจะลุกขึ้นมาเผาสิ่งของ แต่ตนก็เข้าใจว่าไม่สามารถไปห้ามความคิดของบุคคลอื่นได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ชาวบ้านในพื้นที่ได้มีการพูดคุยถึงกรณี รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ภาควิชาเคมี ม.เกษตรศาสตร์ หรือ อ.อ๊อด ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ โดยได้แนะนำว่าให้ใช้กล้องเทอร์มอลเพื่อตรวจจับความร้อนเพื่อหาสาเหตุ ซึ่งชาวบ้านอยากให้ อ.อ๊อด ลงพื้นที่มาด้วยตนเอง

ขณะที่บ้านหลังที่ 3 บ้านของนางภาพิมล เปิดเผยว่า วันนี้เกิดเพลิงลุกไหม้เสื้อของหลานสาวที่อยู่บ้านหลังที่ 2 แต่ตนไม่ทราบเวลาว่าไหม้เวลากี่โมง แต่จากการฟังที่ อ.อ๊อด พูดผ่านทางทีวีในหลายๆ เรื่องตนรู้สึกไม่ชอบใจ เนื่องจาก อ.อ๊อด ไม่ได้อยู่ในพื้นที่แล้วไม่ได้เห็นเหตุการณ์ต่างๆ แต่ตนทราบดีว่าใครจะมาเชื่อตน เพราะคนส่วนใหญ่ต้องเชื่อผู้ที่เป็นอาจารย์และเป็นดอกเตอร์ ซึ่งชาวบ้านอย่างตนใครจะเชื่อ แต่ตนอยากให้ อ.อ๊อด ลงพื้นที่มาด้วยตนเองเช่นกัน ซี่งขณะนี้คนอื่นอาจเกลียดตนไปแล้ว กล่าวหาว่าตนลวงโลก

ส่วนเหตุไฟไหม้ตรงที่เกิดเหตุก็มีเด็กอยู่ ตนก็ให้เด็กถอดเสื้อก็ไม่พบว่ามีไฟแช็คอยู่กับเด็กเช่นกัน อย่างไรก็ตาม นางภาพิมล รู้สึกมีความหวังหลังมีเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบพื้นที่ตน แต่ตอนนี้ตนก็ยังคอยระวังเหตุไฟไหม้อยู่ตลอดเวลา

หัวตักรถแบคโฮล้มตัดขา คนงานวัย 15 ปี เจ็บสาหัสคาบ่อบำบัดลึก

ระทึก! รถแบคโฮล้ม คนงานวัย 15 ปีถูกบุ้งกี๋ทับตัดขาเจ็บสาหัสคาบ่อบำบัดลึก 6 เมตร เจ้าหน้าที่เร่งช่วยเหลือ

เมื่อเวลา 21.00 น. (18 พ.ค.) พ.ต.ท.พิทักษ์ เนินแสง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี รับแจ้งเหตุรถแบคโฮล้ม ปลายบุ้งกี๋ทับคนงานมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดภายในโครงการก่อสร้าง ซอยบัวขาว 15 พัทยาใต้ หมู่ 10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยารถอุปกรณ์ตัดถ่างรีบไปตรวจสอบที่เกิด

ที่เกิดเหตุบริเวณข้างคอนโดฯ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำมีความลึกประมาณ 6 เมตร กว้าง 3 เมตร ยาวประมาณ 20 เมตร พบรถแบคโฮขนาดใหญ่ล้มคว่ำตะแคงข้างอยู่ปากบ่อ ตัวแขนของรถล้มเอียงลงไปค้ำอยู่กับพื้นด้านล่างของบ่อ ส่วนปลายบุ้งกี๋ทับที่ช่วงเข่าข้างซ้ายจนแหลกละเอียด และขาข้างขวาหัก ทราบชื่อผู้บาดเจ็บคือ นายเต๋า (นามสมมุติ) อายุ 15 ปี นอนร้องโอดครวญขอความช่วยเหลือด้วยความเจ็บปวด แต่ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถนำผู้บาดเจ็บออกมาได้เนื่องจากบุ้งกี๋มีขนาดใหญ่ และด้วยน้ำหนักของตัวรถจึงได้ประสานขอรถเครนขนาดใหญ่เข้ากู้ตัวรถแบคโฮ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ลำเลียงรถเครนขนาดใหญ่เข้ากู้รถแบคโฮ โดยการยกบุ้งกี๋ขนาดใหญ่ที่ทับขาคนเจ็บขึ้น โดยใช้เวลาไม่นานก็สามารถยกแขนแบคโฮขึ้นได้ และนำร่างผู้ได้รับบาดเจ็บ ก่อนทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนเคลื่อนย้ายส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน ส่วนตัวคนขับรถแบคโฮไม่ยอมเปิดเผยถึงสาเหตุแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่จึงคุมตัวพร้อมเชิญผู้ดูแลโครงการก่อสร้างไปสอบสวน

สอบถามกลุ่มคนงานที่อยู่ในโครงการก่อสร้าง เปิดเผยว่าก่อนเกิดเหตุนั้นผู้บาดเจ็บได้เทปูนอยู่ภายในบ่อบำบัดน้ำเสีย โดยมีรถแบคโฮใช้แขนหิ้วถังปูนขนาดใหญ่หย่อนลงไปในบ่อ แต่ด้วยน้ำหนักที่มากพอสมควร ทำให้รถแบคโฮ พลิกตะแคงล้มลงไปทับคนงานวัย 15 ปีที่อยู่ด้านล่างจนได้รับบาดเจ็บ จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือดังกล่าว

เบื้องต้น พ.ต.ท.พิทักษ์ เนินแสง พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ยังไม่เปิดเผยข้อมูลใดๆทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตามจะต้องรอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ หาสาเหตุและดำเนินคดีตามความผิดฐานต่างๆต่อไป

รักต้องห้าม! หนุ่มใหญ่ยิงกิ๊กสาวดับก่อนซดยาพิษ เหตุต่างคนต่างมีเจ้าของ

เมื่อเวลา 21.30 น.วันที่ (17 พ.ค.61) ร.ต.ต.ยศพล พันธุ ร้อยเวร สภ.เขาย้อย รับแจ้งเหตุมีผู้เสียชีวิตสาเหตุจากการถูกยิงจำนวน 2 ราย tytheblog.com

ที่เกิดเหตุอยู่ในพื้นที่บ้านเนินรัก หมู่ 6 ต.หนองชุมพลเหนือ อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.สมเกียรติ โฉมฉาย ผกก.สภ.เขาย้อย และตำรวจชุดสืบสวน สภ.เขาย้อย ตำรวจพิสูจน์หลักฐานเพชรบุรี แพทย์เวร รพ.เขาย้อย เจ้าหน้าที่มูลนิธิสว่างสรรเพชญธรรมสถาน

ที่เกิดเหตุเป็นป่าละเมาะอยู่ริมคันนา พบศพผู้เสียชีวิตจำนวน 2 ราย เป็นชาย 1 รายและหญิง 1 ราย นอนอยู่ใกล้กัน สภาพศพผู้ชายนอนตะแคงขวาใส่เสื้อยืดสีน้ำเงิน กางเกงยีนส์ขายาว สภาพนอนตะแคง ที่มือซ้ายมีอาวุธปืนลูกซองสั้นไทยประดิษฐ์ตกอยู่ 1 กระบอก และพบกระสุนคาในรังเพลิง 1 นัด ขนาดเบอร์ 20 สภาพง้างไกพร้อมยิง ปลายเท้ามีขวดน้ำพลาสติกใส่ภายในมียาฆ่าแมลงไม่ทราบชนิดอยู่ภายในขวดวางอยู่ 1 ขวด ทราบชื่อต่อมาคือนายสี อายุ 49 ปี

ส่วนสภาพศพผู้หญิงสภาพนอนหงาย บนลำตัวมีใบไม้ขนาดใหญ่ปิดอยู่ สวมเสื้อคลุมแจ็คเก็ตสีน้ำตาล ทับเสื้อยืดสีแดง กางเกงขายาวสีน้ำเงิน ถูกยิงด้วยอาวุธปืนจำนวน 1 นัด ยิงจากด้านหลังทะลุใต้ราวนมซ้าย ทราบชื่อต่อมาคือ น.ส.ณัฎฐิกา อายุ 36 ปี ห่างไปประมาณ 30 เมตร พบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ สีเทา หมายเลขทะเบียน กมย 370 เพชรบุรี ซึ่งเป็นของผู้เสียชีวิตผู้ชายจอดอยู่ในป่า

จากการสอบถามบุตรสาวของนายสี ทราบว่ามาพบศพของพ่อนอนเสียชีวิตเมื่อช่วงเวลาประมาณ 2 ทุ่มเศษ บ่ายสองโมงพ่อได้โทรมาหาและบอกว่าหากเห็นว่าเย็นแล้วพ่อยังไม่กลับบ้านให้มาดูที่ทุ่งนา ที่พ่อจะมาไล่นกเป็นประจำ จนกระทั่งเย็นไม่เห็นพ่อกลับบ้านจึงได้ออกมาตามหาตามที่พ่อบอก และมาพบว่าพ่อนอนเสียชีวิตอยู่ในป่าริมทุ่งนาดังกล่าว หลังจากนั้นจึงรีบกลับไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาตรวจสอบ

สำหรับสาเหตุคือทั้ง 2 กำลังคบหากันโดยฝ่ายชายมีภรรยาและลูก ส่วนฝ่ายหญิงก็มีแฟนอยู่แล้ว แต่ทั้ง 2 แอบคบหากันโดยคาดว่าก่อนเกิดเหตุ น่าจะนัดมานั่งคุยตกลงเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วตกลงกันไม่ได้ ฝ่ายชายจึงใช้อาวุธปืนที่เตรียมมายิงฝ่ายหญิง หลังยิงเสร็จฝ่ายชายก็เดินไปหาใบไม้มาปิด แล้วฝ่ายชายก็ดื่มยาฆ่าแมลงเพื่อให้ตายตามหรือหนีความผิด ส่วนปืนที่บรรจุกระสุนเตรียมพร้อมยิงคาดว่า น่าจะเตรียมไว้ยิงตัวเองหากกินยาแล้วไม่ตาย

วิศวกรโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ลื่นตกลงไปในเครื่องจักร หมุนปั่นร่างเสียชีวิต

(16 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก พ.ต.อ.พิศุปกรณ์ น้อยปักษา ผกก.สภ.แม่เมาะ ว่าเมื่อเวลาประมาณ 12.00 น. สภ.แม่เมาะ ได้รับแจ้งขอให้เข้าตรวจสอบอุบัติเหตุภายในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 4-7 อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง เนื่องจากมีผู้เสียชีวิต 1 ราย

จึงประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน 5 ลำปาง ก่อนจะเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุร่วมกับ พ.ต.ท.ยงศักดิ์ มาวงษ์ หัวหน้าพนักงานสอบสวน สภ.แม่เมาะ โดยจุดที่เกิดเหตุ เป็นจุดทำการทดสอบอุปกรณ์ Gas to Gas Heater ของระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ออกไซด์ (FGD) ของโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 4-7 ที่กำลังก่อสร้าง พบผู้เสียชีวิตคือ Mr.Moharaj Kagamoopan วิศวกรชาวอินเดีย อายุประมาณ 34 ปี เล่นบาคาร่า-ออนไลน์.com

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ ขณะที่ทางบริษัท Eversendai Corporation ได้ทำการทดสอบอุปกรณ์ Gas to Gas Heater ของระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ออกไซด์ (FGD) ของโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 4-7 อยู่นั้น มีวิศวกรและคนงานอยู่ในที่เกิดเหตุประมาณ 15 คน เมื่อทำการทดสอบระบบเครื่องได้เกิดติดขัด นาย Moharaj ผู้เสียชีวิต จึงได้เดินดูรอบๆ เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุ แต่ระหว่างเดินนั้นได้เกิดลื่นไถล ร่างกระเด็นตกลงไปในเครื่องจักรที่กำลังหมุนทำงานอยู่ ทำให้ปั่นร่างของนาย Moharaj เสียชีวิตทันที โดยเพื่อนคนงานที่เห็นเหตุการณ์ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ ทำได้เพียงแจ้งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้กันพื้นที่ เพื่อทำการตรวจสอบหาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุอย่างละเอียด จากนั้นจะต้องรายงานเรื่องไปยังสถานทูตอินเดียให้รับทราบต่อไป

หลังเกิดเหตุ ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยโดย นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ ในฐานะโฆษก ได้แจ้งข่าวและแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผ่านทางเฟซบุ๊กของ กฟผ.แม่เมาะ โดยกล่าวว่า ในการดำเนินงานได้มีมาตรการป้องกันและเตือนภัยตามมาตรฐานสากล รวมทั้งมีวิศวกรควบคุมให้มีการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทํางานอย่างเคร่งครัดโดยให้ความสำคัญต่อชีวิตของบุคลากรที่เข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่ก่อสร้างเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะมีการเพิ่มมาตรการความปลอดภัยให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น

“จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมทั้งให้บริษัทฯ ดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างดีที่สุด และให้มีการดำเนินมาตรการความปลอดภัยต่างๆอย่างเข้มงวดรัดกุมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุขึ้นอีก” โฆษก กฟผ.กล่าว

สำหรับบริษัท Eversendai Corporation เป็นบริษัทรับเหมาช่วงก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 4-7 จากบริษัทผู้รับเหมาหลักในการซื้ออุปกรณ์และจ้างก่อสร้างโครงการฯ คือ The Consortium consisting of Alstom Power system SA, Alstom (Thailand) Ltd. and Marubeni Corporation หรือ AMC

แห่ขอเลขเด็ดพญานาค “โคกวัดกาไสย์” ร่ำลืออาถรรพ์ดินแดนลี้ลับ

ชาวบ้านแห่ขอเลขเด็ดโคกวัดกาไสย์ธรรมิการาม หมู่ 4 ตำบลทางพระ อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ดินแดนลี้ลับ ชาวบ้านเชื่อเป็นเมืองลับแล มีวังพญานาคอยู่ใต้ล่างเฝ้าทรัพย์สมบัติ มีความอาถรรพ์ ความเฮี้ยน ความศักดิ์สิทธิ์

โดย นางสมหมาย อายุ 63 ปี พร้อมเพื่อนบ้านชาวบ้านในตำบลทางพระกว่า 200 คน ได้เดินทางมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บริเวณโคกวัดกาไสย์เพื่อขอเลขเด็ด แล้วมีการเข้าองค์ทรงเจ้า มีการร่ายรำคล้ายกับพญานาค เป็นการร่ายรำเป็นเหมือนกับการบอกใบ้ให้เลขเด็ด ให้ชาวบ้านนำไปเสี่ยงโชค

โคกวัดกาไสย์ พื้นที่บริเวณหน้าวัดกาไสย์ที่เป็นพื้นหน้าวัด ประมาณ 4 ไร่ที่ถมสูงขึ้นกว่าพื้นที่นามาแล้วหลายร้อยปีแล้ว มีต้นไม้ป่าไผ่ขึ้นปกคลุมโดยรอบพื้นที่แล้วมีสระน้ำโดยรอบ ด้านในมีการตั้งศาลไม้ทรงไทยติดกับพื้นดินมีการวางพระพุทธรูปขนาดใหญ่จำนวน 3 องค์ และมีเครื่องเซ่นไหว้พร้อมพวงมาลัยจำนวนมากวางโดยรอบศาล ในการยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้าน ที่ต่างมาขอพรรวมทั้งบนบานศาลกล่าว

โดยชาวบ้านต่างมีความเชื่อว่าเป็นเมืองลับแล ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่าเข้าไปหาหน่อไม้แล้วออกมาไม่ได้ บ้างก็เล่าเรื่องว่าในช่วงกลางคืนมีเสียงปี่เสียงกลองดังมาจากโคกวัดกาไสย์ มีหลายคนที่เข้าไปหากบแล้วต้องพลัดหลงเข้าไปในโคกวัดโดยไม่รู้ตัว และเชื่อว่าบริเวณใต้พื้นดินบริเวณโคกวัดกาไสย์นั้นมีทรัพย์สมบัติฝังอยู่จำนวนมาก โดยมีพญานาคที่อยู่ใต้ดินเฝ้าดูแล และที่ผ่านมาพบว่ามีชาวบ้านหลายคนที่ได้เข้าไปขุดค้นหาสมบัติต้องมีอันเป็นไปหลายราย

โดยก่อนหน้านี้ (9 พ.ค.) นางสาวกนกวลี สุริยะธรรม ตำแหน่ง ภัณฑารักษ์ ชำนาญการ หน่วยงาน กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม พร้อมเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบหาความเชื่อมโยง ชุมชนทวาในอดีต ที่บริเวณหมู่ 2 และหมู่ 3 ตำบลทางพระ หลังพบหลักฐาน ภาพถ่ายทางอากาศ คล้ายเป็นที่ตั้งของชุมชนทวาในอดีต และยังมีการค้นพบวัตถุโบราณตามชั้นดินในตอนทำประปาหมู่บ้าน เชื่อเป็นชุมชนขนาดใหญ่อายุนับพันปี

นางสาวกนกวลี กล่าวว่า บริเวณร่องรอยที่พบเจดีย์ที่บริเวณโคกวัดกาไสย์นั้น บริเวณที่พบเห็นถูกรบกวนไปมากแล้ว ไม่สามารถบอกได้ว่ายอดเจดีย์ที่โผล่พ้นดินมานั้นเป็นของเก่าหรือว่าของใหม่ที่โดนดินทับถม ซึ่งการลงพื้นที่โคกวัดกาไสย์นั้น เป็นการลงมาตรวจสอบเพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติม ในการเชื่อมโยงหลักฐานเพิ่มเติมชุมชนทวาในอดีต ที่บริเวณหมู่ 2 และหมู่ 3 ตำบลทางพระ เป็นแนวทางในการประกอบการพิจารณา ในการวางแผนตรวจสอบโบราณคดีในช่วงต่อไป

แต่สภาพในปัจจุบันเจดีย์ที่พบของโคกวัดกาไสย์นั้นยังบอกไม่ได้ ว่ามีอายุสมัยเก่าไปถึงแค่ไหนเนื่องจากร่องรอยหลักฐานยังไม่สามารถบอกได้ หากไม่พบหลักฐานในการบอกยุคสมัย เราต้องตรวจดูจากโบราณคดีเพื่อบอกสมัยอีกที ซึ่งบริเวณโคกวัดกาไสย์พบเพียงเจดีย์ไม่มีองค์ประกอบอื่นๆ อาจจะเป็นไปได้ว่าเป็นยอดเจดีย์เก่าที่หักพังหรือว่ามีชาวบ้านนำมาจากที่อื่นวางไว้แล้วโดนดินทับเป็นเวลานาน ทำให้การตรวจสอบเป็นไปได้ยากและพบเพียงเป็นช่วงปลียอดเจดีย์เท่านั้นซึ่งมีลักษณะคล้ายเจดีย์ที่พบเห็นได้โดยทั่วไป

เสียงร้องระงมรพ. หนุ่มพาน้องๆ เที่ยวพัทยา เก๋งเสียหลัก ดับ 4 สาหัส 2

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (13 พ.ค.) เมื่อเวลา 21.30 น. สภ.บางละมุง จ.ชลบุรี รับแจ้งอุบัติเหตุรถยนต์เสียหลักพุ่งชนป้ายรถเมล์ ก่อนเหินพุ่งขึ้นชนซ้ำกำแพง มีผู้เสียชีวิต 4 ราย บาดเจ็บสาหัส 2 ราย เหตุเกิดที่อพาร์ตเมนท์แห่งหนึ่ง ข้างศูนย์โตโยต้า บางละมุง ม. 2 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

ที่เกิดเหตุพบประชาชนกว่า 50 คนมุงดูเหตุการณ์ รถยนต์เก๋งยี่ห้อ ซูซูกิ สวิฟ สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน ขษ 6071 ชลบุรี เสียหลังชนเข้ากับที่รอรถป้ายรถเมล์ แล้วเหินเข้าไปชนกับกำแพง ได้รับความเสียหายยับเยินทั้งคัน มีผู้บาดเจ็บติดภายในตัวรถทั้งหมด 4 ราย และกระเด็นออกมานอกตัวรถอีก 2 ราย

เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯจึงเร่งใช้อุปกรณ์ตัดถ่างงัดนำร่างผู้บาดเจ็บทั้งหมดออกมาจากตัวรถ ซึ่งทั้งหมดได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้งหมด เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯพยายามช่วยยื้ออย่างเต็มที่ แต่ผู้บาดเจ็บ 4 รายทนพิษบาดแผลไม่ไหวจึงเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนผู้บาดเจ็บอีกสองรายอาการสาหัสเช่นกันเจ้าหน้าที่จึงเร่งเคลื่อนย้ายส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงอย่างเร่งด่วน

ตรวจสอบทราบชื่อผู้เสียชีวิตรายแรกเป็นคนขับคือ นายอำพล อายุ 28 ปี พนักงานโรงงาน นายพายุ อายุ 15 ปี นายธันวา อายุ 19 ปี ส่วนรายที่ 4 ยังไม่ทราบชื่อ ส่วนผู้บาดเจ็บสาหัสอีกสองรายทราบชื่อคือนายวีรยุทธ อายุ 23 ปี รายที่ 2 ยังไม่ทราบชื่อ

เบื้องต้น ร.ต.อ.ประกาศิต พละเดช พนักงานสอบสวน เจ้าของคดี บันทึกภาพในที่เกิดเหตุไว้เป็นหลักฐาน ส่วนสาเหตุการเกิดเหตุนั้นจะต้องตรวจสอบกล้องหน้ารถของผู้ตายและกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุเพื่อหาสาเหตุอุบัติเหตุสลดอีกครั้ง

ร่างผู้เสียชีวิตนั้นได้มอบให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯเก็บรักษายังโรงพยาบาล รอญาติติดต่อรับศพไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีทางศาสนา ส่วนผู้บาดเจ็บทั้งสองรายนั้นส่งตัวไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลชลบุรี ยังอยู่ในอาการโคม่าทีมแพทย์ยังให้การช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ บรรยากาศที่โรงพยาบาลบางละมุงมีกลุ่มญาติผู้เสียชีวิตมาดูศพ คือนายอำพล และนายพายุ ได้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และนายวีรยุทธ ได้รับบาดเจ็บอาการโคม่า ซึ่งทั้งหมดเป็นพี่น้องกัน อยู่ในอาการเศร้าโศกเสียใจร้องไห้ฟูมฟายสนั่นลั่นโรงพยาบาล ทำให้บรรยากาศทั้งโรงพยาบาลมีแต่เสียร้องไห้ของกลุ่มญาติผู้ตาย

ซึ่งทางญาติยังได้เปิดเผยอีกว่าก่อนเหตุนายอำพล ได้มีปากเสียงทะเลาะกับภรรยา ก่อนจะนำรถไปรับน้องและเพื่อนๆ เพื่อจะไปเที่ยวพัทยา แต่ไม่ทราบสาเหตุที่เกิดอุบัติเหตุที่แท้จริง

ไฟไหม้บ้านย่านสาธุประดิษฐ์ คลอกสังเวยชีวิตพ่อแม่ลูก ดับ 3 ศพ

เกิดเหตุไฟไหม้บ้านแฝด ย่านสาธุประดิษฐ์ คลอดสด 3 พ่อแม่ลูกเสียชีวิตคากองเพลิง ตำรวจเร่งตรวจสอบหาสาเหตุ

ร.ต.อ.ธนกร ตั้งสกุล รอง สารวัตรสอบสวน สน.บางโพงพาง ได้รับแจ้งเหตุ เพลิงไหม้ และมีผู้เสียชีวิต หมู่บ้านแห่งหนึ่งภายใน ซอยสาธุประดิษฐ์ 15 แยก 8 แขวงช่องนนทรีย์ เขต ยานนาวา กรุงเทพ จึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ เป็นบ้านแฝด 2 ชั้น มีแสงเพลิงจำนวนมากและกำลังลุกลาม สายไฟที่อยู่หน้าบ้าน เจ้าหน้าที่ต้องระดมฉีดน้ำเพื่อสกัดกั้นเพลิงไม่ให้ลุกลามเนื่องจากมีบ้านปลูกติดกันหลายหลัง โดยใช้เวลา 30 นาที เพลิงจึงสงบ

จากการตรวจสอบพบผู้เสียชีวิต 3 ราย เป็นชาย 1 ราย หญิง 2 ราย ในสภาพถูกไฟคลอกไหม้ทั้งร่าง อยู่ในห้องนอนชั้นสอง 1 ราย ในห้องน้ำชั้นล่าง 2 ราย

สอบสวนเพื่อนบ้านในเบื้องต้นให้การว่า ปกติบ้านหลังดังกล่าวอยู่เป็นครอบครัว พ่อ แม่ และลูกสาว 2 คน โดยก่อนเกิดเหตุได้ยินเสียงดังคล้ายระเบิดหลายครั้ง จึงได้ออกมาดู ก่อนจะพบว่ามีเพลิงไหม้ลุกลามไปอย่างรวดเร็ว จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ตรวจสอบ กระทั่งพบผู้เสียชีวิตดังกล่าว

เบื้องต้นคาดว่าเป็นสามีภรรยาและลูกสาวคนเล็ก เพราะลูกสาวอีกคนไปเรียนที่ จ.นครราชสีมา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบหลักฐาน และหาต้นเพลิง ก่อนสรุปสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ต่อไป

สาวแจ้งเห็นทารกถูกทิ้งขยะ แต่วันต่อมาสารภาพที่แท้เป็นลูกตัวเอง

คุณแม่ยังสาวสร้างเป็นพลเมืองดี พบเห็นเด็กทารกนำมาทิ้งกองขยะ แต่สุดท้ายก็เป็นทุกข์ใจหนัก ขึ้นโรงพักไปสารภาพว่ากุเรื่อง นั่นคือลูกตัวเองที่เกิดจากความไม่พร้อม

จากกรณีเมื่อช่วงเที่ยงวันของวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพ อบต.คูบางหลวง จ.ปทุมธานี ได้รับแจ้งมีเด็กทารกถูกทิ้งบริเวณกองขยะ ด้านหลังบริษัท ไทยมิตซูวา จำกัด จึงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย รถกู้ชีพ รพ.ปทุมธานี

ในที่เกิดเหตุพบเป็นกองขยะที่มีเศษขยะทิ้งเกลื่อนริมทางโดยที่เด็กทารกนั้น มีพลเมืองดีอุ้มนำไปแอบหลบในร่มที่บ้านใกล้เคียง พบเป็นเด็กทารกแรกเกิด เพศหญิง ยังคงมีสายสะดือติดคาอยู่ ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงดี เจ้าหน้าที่เร่งให้ความช่วยเหลือ ก่อนนำส่งโรงพยาบาลเพื่อดูแลเด็กและรอหน่วยงานส่วนเกี่ยวข้องรับไปดูแลต่อ tytheblog.com

จากการสอบถามพยานผู้ที่พบเห็นเด็กเป็นคนแรก เปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุตนกับลูกสาวกำลังขี่รถไปหาหมอ โดยที่ลูกสาวได้เห็นอะไรบางอย่างวางอยู่บนกองผ้าในปนอยู่ในกองขยะ ลักษณะขยับเขยื้อนได้ จึงจอดรถลงไปดูก็พบว่าเป็นทารกแรกเกิด ถูกแม่ใจร้ายนำมาทิ้งไว้ จึงรีบนำเข้าไปไว้ในที่ร่มก่อนจะรีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

แต่ปรากฏว่าล่าสุดเมื่อคืนวานนี้ (10 พ.ค.) น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 31 ปี พร้อมกับแฟนหนุ่ม ได้เดินทางมาที่ สภ.เมืองปทุมธานี เข้าพบ พ.ต.อ.พีรพล โชติกเสถียร ผกก.สภ.เมืองปทุมธานี พ.ต.ท.วิศิษฏ์ มะอักษร รองผกก.สส.สภ.เมืองปทุมธานี พ.ต.ท.ศุกรีย์ เลิศวงหัต สว.สส.สภ.เมืองปทุมธานี เพื่อยอมรับว่าเด็กทารกที่พบเจอนั้น ที่แท้เป็นลูกของตัวเองที่เกิดขึ้นจากความไม่พร้อม

น.ส.เอ ซึ่งเป็นคนเดียวกันที่เป็นพยานพบเห็นเด็กทารก เปิดเผยว่า ตนทำงานเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง เคยแต่งงานกับสามีคนเก่าและมีลูกติดด้วยกัน 1 คน กระทั่งเลิกรากันและมาคบกับแฟนหนุ่มคนใหม่ เมื่อคบกันได้ประมาณ 10 เดือน เกิดพลาดตั้งท้องขึ้นมา แต่ด้วยความที่ครรภ์ไม่ใหญ่มาก ทำให้เพื่อนบ้านที่เช่าห้องอยู่ข้างกัน ไม่ได้สงสัยใดๆ

จนกระทั่งวันเกิดเหตุ ตนเกิดคลอดลูกออกมาแบบไม่ทันตั้งตัว จึงได้กุเรื่องขึ้นว่าพบเด็กทารกถูกทิ้งที่กองขยะ จึงทำทีแสดงเป็นว่าเก็บเด็กได้ แต่ความจริงแล้วตนเองไม่ได้เจอจากกองขยะ แต่เป็นการสร้างเรื่องขึ้นมาเพราะต้องทำงานหาเงินคนเดียว ค่าใช้จ่ายซึ่งไม่เพียงพอ

แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่ก่อเหตุไป ก็รู้สึกไม่สบายและเป็นทุกข์ใจ ไม่อยากทอดทิ้งลูก จึงตัดสินใจมาขอรับลูกกลับไปเลี้ยงดูแลเองและจะตั้งใจสร้างครอบครัวให้ดีที่สุด เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาใดๆ แต่ว่ากล่าวตักเตือนและให้กำลังใจหญิงสาวผู้นี้

เปิดใจยายเด็ก 9 ขวบ ไม่เอาผิดชายเพี้ยนชวนหลานไปเดินขอทาน

จากกรณีอาสาจราจรสัตหีบ เดินตรวจความเรียบร้อยในงานวัดสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า พบเด็กเดินขอเงินผู้ที่มาทำบุญและท่องเที่ยวในงานวัดสัตหีบ จึงเข้าตรวจสอบ พบว่าเด็กถูกพามาจากกรุงเทพฯ และไม่ได้กินข้าวมา 3 วันแล้ว ก่อนจะจับกุมตัว นายสมศักดิ์ หรือ โก๊ะ อายุ 22 ปี ชายที่เด็กอ้างว่าเป็นคนพามา

ขณะที่ล่าสุด เด็กชายได้เดินทางกลับมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สัตหีบ โทรประสาน สน.บางซื่อ เพื่อติดต่อญาติมารับตัวน้องวัย 9 ปี ทราบชื่อคือ น้องวัน โดยมี นางสมนึก หรือ ยายแก้ว ยายของน้อง เดินทางไปรับตัวหลาน และสวมกอดเมื่อเห็นหน้าหลาน

ทีมข่าวเดินทางมายังบ้านพักของน้องวัน ซึ่งได้เจอกับป้าแก้ว ยายของน้อง โดยเล่าว่า น้องออกไปเล่นข้างนอกบ้านเป็นประจำ และหายออกบ้านไปหลายครั้งแล้ว ซึ่งครั้งแรกน้องหายไป 1 วัน ก่อนทราบภายหลังว่าได้เดินทางไปกับนายโก๊ะ จนล่าสุดหายไป 3 วัน โดยไปเจอตัวน้องที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีตำรวจเป็นคนโทรมาแจ้งว่า พบตัวน้องอยู่ที่สัตหีบ โดยสวมใส่เสื้อแดง กางเกงแดง สภาพมอมแมม ตนพบหลานก็รู้สึกตกใจ เล่นบาคาร่า-ออนไลน์.com

ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ พบว่ามี นายโก๊ะ เป็นคนพาน้องเดินทางไป แต่ลักษณะของนายโก๊ะ คล้ายสติไม่สมประกอบ เพราะไม่มีบ้านอาศัยอยู่ อีกทั้งชอบชักชวนเด็กๆ ไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ตนเชื่อว่าน้องวันคงอยากไปเล่นน้ำ อยากเห็นทะเลจึงยอมไป ทั้งนี้วันที่น้องไปที่สัตหีบ น้องไม่ได้เดินขอเงินจากชาวบ้านตามที่นายโก๊ะบอก 

ยายแก้ว เล่าว่า ตนมีอาชีพเป็นพนักงานทำความสะอาด จึงไม่ได้ดูแลหลานตอนกลางวัน ซึ่งปกติน้องวัน จะวิ่งเล่นอยู่บริเวณละแวกแถวนี้ ไปใกล้สุดก็คือห้างฯ ใกล้บ้าน และเมื่อถึงช่วงค่ำ คนที่บ้านก็จะเป็นคนไปรับ เพราะน้องวันอ้างว่า พอเวลาถึงตอนค่ำ จะไม่กล้าเดินทางเข้ามาภายในซอยเพียงคนเดียว เพราะกลัวผี

อย่างไรก็ตาม ป้าแก้วยังบอกว่า หลังจากที่เจอกับนายโก๊ะ ก็ไม่รู้จะแจ้งความเอาผิดอะไร เพราะจากสภาพที่เห็นนายโก๊ะ ก็เป็นคนไม่ค่อยเต็ม ดังนั้นเมื่อได้หลานคืนแล้วก็ไม่คิดอะไร นอกจากนี้ จะให้น้องวันกลับไปเรียนที่โรงเรียนประจำที่จังหวัดชัยนาทเหมือนเดิม จะได้ไม่ออกมาซุกซนและทำให้คนที่บ้านเป็นห่วงแบบนี้อีก

โจรเคาะบ้านขโมยไก่ชน หลงเสน่ห์แม่ลูกอ่อนสาวสวย รุกปล้ำขืนใจ

แม่ลูกอ่อนสาวสวยอยู่บ้านเลี้ยงลูกเพียงลำพัง กลางดึกมีคนมาเคาะบ้านบอกจะมาเอาไก่ชน แต่เห็นสาวสวยจึงเผลอคิดชั่ว ปลุกปล้ำหมายข่มขืน เจอตอบโต้สู้กลับเป็นแผลฉกรรจ์

(9 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากเรื่องราวในโซเชียลมีเดียที่มีการแชร์ต่อแพร่หลาย กรณีของหญิงสาวสวยคนหนึ่งถูกโจรบุกขึ้นบ้าน เพื่อหวังจะขโมยไก่ชน ก่อนจะมีการต่อสู้กัน เนื่องจากโจรเปลี่ยนเป้าหมายและพยายามเข้ามาลวนลามกระทำชำเราหญิงสาวแทน

สำหรับกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา เวลาประมาณ 00.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพะเยา ได้รับแจ้งเหตุจากหญิงสาวรายหนึ่งในตำบลแม่ต๋า อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา ว่าได้มีคนร้ายบุกรุกมาขโมยไก่ชนที่บ้านและเกิดการต่อสู้กัน เนื่องจากคนร้ายพยายามจะปลุกปล้ำขืนใจ จึงเดินทางไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้าน 2 ชั้น เป็นบ้านของนางจิรานุช อายุ 27 ปี เหยื่อผู้ประสบเหตุ ตรวจสอบภายในบ้านพบข้าวของกระจัดกระจายพังเสียหาย ที่เกิดจากการต่อสู้ นางจิรานุช เปิดเผยว่า เมื่อเวลา ประมาณ 00.30 น. ขณะที่ตนกำลังนอนอยู่ชั้นล่างของบ้านกับลูกสาววัย 8 เดือน ก็ได้ยินเสียงชายคนหนึ่งเรียกว่าจะขอเข้าไปภายในบ้านเพื่อมาเอาไก่ชน เพราะตนกับสามีเลี้ยงไก่ชนไว้ภายในบ้าน

แต่ในช่วงเวลาเกิดเหตุ สามีของตนออกไปทำธุระและไม่ได้กลับมาค้างที่บ้าน ตนจึงเปิดประตูให้ชายคนดังกล่าวเข้ามา เพราะนึกว่าเป็นคนรู้จักกับสามีที่วานให้มาเอาไก่ชน ชายคนดังกล่าวรูปร่างผอม สูงประมาณ 170 ซม. สีผิวเข้ม สวมเสื้อยืดสีกรมท่า กางเกงขายาว

หลังจากนั้นชายคนดังกล่าวก็เดิมมาอุ้มไก่ชนออกไป ก่อนจะเหลียวมาหันมองตนและมุ่งตรงเข้ามาพยายามลวนลามปลุกปล้ำ ตนจึงต่อสู้ตอบโต้ทันที คนร้ายได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ ส่วนตนก็ได้รับบาดเจ็บตามร่างกายหลายจุด ก่อนคนร้ายจะอุ้มไก่ชนแล้ววิ่งหนีออกไปจากบ้าน ตนจึงรีบโทรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพะเยา เข้ามาช่วยเหลือ และติดตามตัวคนร้ายมาเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้เหยื่อผู้ประสบเหตุสามารถจดจำใบหน้าคนร้ายได้อย่างชัดเจน ซึ่งหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจสอบและเก็บพยานหลักฐานแล้ว จะได้เร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้โดยเร็ว