เรื่องทั้งหมดโดย beri27

ผัวโมโหเมียติดโซเชียลไม่คุยด้วย ยิงดับคาที่นอน ลูก 4 คนต้องกำพร้าแม่

ผัวโมโหเมียติดโซเชียลไม่คุยด้วย ยิงดับคาที่นอน ลูก 4 คนต้องกำพร้าแม่

(28 ส.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สีบัวทอง อ.แสวงหา จ.อ่างทอง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบภายในบ้าน หมู่ที่ 7 ต.วังน้ำเย็น อ.แสวงหา จ.อ่างทอง หลังได้รับแจ้งเหตุมีผุ้ถูกยิงเสียชีวิตภายในบ้านหลังดังกล่าว โดยจากการตรวจสอบภายในห้องนอนพบร่างของ นางสาวอุษา อายุ 35 ปี นอนคว่ำหน้าเสียชีวิตอยู่ภายในห้องนอน บริเวณด้านหลังพบบาดแผลจากกระสุนปืนลูกซองกระสุนตุงหน้าอก

ใกล้ๆ กันพบอาวุธปืนลูกซองสั้นไม่มีหมายเลขทะเบียนตกอยู่ มีปลอกกระสุนปืนที่ยิงแล้วคารังเพลิงอยู่ 1 นัด นอกจากนี้ยังพบโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่องเสียบชาร์จอยู่ใกล้ๆ จึงให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าเก็บหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ภายในห้อง ก่อนแจ้งแพทย์เวรจากโรงพยาบาลแสวงหาร่วมชันสูตรศพ ส่วนคนร้ายที่ก่อเหตุคือ นายทศพร อายุ 39 ปี สามีของนางสาวอุษา ยืนรอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ภายในบ้านที่เกิดเหตุ

ญาติของทั้งสองเล่าให้ฟังว่าทั้งสองอยู่กินด้วยกันมากว่า 10 ปีแล้ว มีลูกด้วยกัน 4 คนเป็นหญิง 2 คน ชาย 2 คน ระยะหลังเกิดมีปากเสียงกันบ่อยครั้งเนื่องจากนางอุษาชอบเล่นโซเชียลจนทำให้นายทศพรเกิดความหึงหวงและทะเลาะกันบ่อยครั้ง โดยก่อนหน้านี้ 3 วันทั้งสองไม่พูดคุยกัน จนกระทั่งนายทศพรเกิดความโมโห ก่อนเกิดเหตุทั้งสองมีปากเสียงกันอีกก่อนที่จะมีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัดและพบว่านางสาวอุษาถูกยิงเสียชีวิตแล้ว

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่สอบปากคำนายทศพรก่อนทำแผนประกอบคำรับสารภาพก่อนที่จะควบคุมตัวไว้ที่ สภ.สีบัวทอง ส่วนศพนางสาวอุษาทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูจุดแสวงหา นำศพส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เพื่อผ่าพิสูจน์ต่อไป

ชายจีนขี่รถชน ถูกล้อรถบรรทุกหนัก 50 ตันทับท่อนล่าง เจ็บหนักยังกำมือถือ

ชายจีนขี่รถเกิดอุบัติเหตุ ถูกล้อรถบรรทุกหนัก 50 ตัน ทับท่อนล่าง บาดเจ็บหนักก็ยังกำมือถือไว้แน่นไม่ยอมวาง

สำนักข่าวประเทศจีนรายงานว่า เมื่อไม่นานนี้เกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกเหล็กแผ่นเฉี่ยวชนเข้ากับรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่ง โดยคนขี่รถมอเตอร์ไซค์ถูกล้อรถบรรทุกทับร่างกายท่อนล่าง นอนเจ็บติดอยู่ใต้ท้องรถ เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องรีบรุดเข้าช่วยเหลือ

รายงานระบุว่า อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันที่ 12 ส.ค. ที่ผ่านมา บนสะพานในตำบลหวงผู่ เมืองจงซาน มณฑลกวางตุ้ง โดยหลังจากเจ้าหน้าที่กู้ภัยไปถึงจุดเกิดเหตุพบว่าชายคนขี่รถมอเตอร์ไซค์คนดังกล่าวยังรู้สึกตัวและยังมีสติ ซึ่งการช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก ทั้งรถบรรทุกที่หนักกว่า 50 ตัน บวกกับเป็นวันที่มีฝนตกทำให้พื้นถนนลื่น

เจ้าหน้าที่พยายามใช้เครื่องมือยกดันรถบรรทุกขึ้นแต่ก็ไม่สำเร็จ จึงติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวนำรถเครนขนาดใหญ่สองคันมาช่วยยก ซึ่งเจ้าหน้าที่ใช้เวลาอยู่ราวครึ่งชั่วโมงกว่าจะสามารถนำตัวชายคนกล่าวออกมาได้ และรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล

ด้านคนขับรถบรรทุกเล่าว่า ตอนนั้นมีฝนตก เขากำลังขับรถอยู่บนสะพาน ส่วนชายคนเจ็บขี่รถมอเตอร์ไซค์ย้อนศรมา โดยมีโทรศัพท์มือถืออยู่ในมือ แต่ไม่แน่ใจว่าเขากำลังเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ด้วยหรือไม่

ทั้งนี้ มีรายงานด้วยว่าระหว่างเจ้าหน้าที่กู้ภัยทำการช่วยเหลืออย่างเคร่งเครียด ชายคนเจ็บคนดังกล่าวก็ยังคงกำโทรศัพท์มือถือไว้แน่นไม่ยอมวาง

พ่อแม่คาใจ “พลทหารคชา” โดน 3 รุ่นพี่ซ้อม แต่ร่างกายไม่พบรอยทำร้าย

จากกรณีครอบครัวของพลทหารคชา อายุ 22 ปี ทหารเกณฑ์สังกัดหน่วยทหารแห่งหนึ่งใน จ.ลพบุรี เข้าโรงพยาบาลด้วยอาการหัวใจหยุดเต้น แต่ไม่แจ้งว่าเกิดจากสาเหตุอะไร

จนต่อมาญาติได้ทราบว่าพลทหารคชาถูกซ้อมโดยรุ่นพี่ 3 คน ซึ่งทั้ง 3 คนได้ยอมรับว่าทำไปเพราะหมั่นไส้

ความคืบหน้าที่โรงพยาบาลอานันทมหิดล กรมแพทย์ทหารบก จ.ลพบุรี โดย พล.ต.ชัชวาล บูรณรัช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอานันทมหิดล เปิดเผยว่า อาการของพลทหารคชาตั้งแต่มาถึงโรงพยาบาล พบว่ามีภาวะหัวใจหยุดเต้น แพทย์ต้องทำการปั๊มหัวใจ จนกระทั่งกลับมามีชีพจรอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่รู้สึกตัว จึงต้องใช้การต่อท่อช่วยหายใจ นอกจากนี้พบว่าไตไม่ทำงาน จึงต้องใช้การล้างและฟอกไตเพื่อจำกัดของเสีย

ทั้งนี้ จากอาการหัวใจหยุดเต้น ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการทางระบบประสาท สมองบวม เนื่องจากขาดออกซิเจนเป็นเวลานาน ซึ่งไม่สามารถที่จะผ่าตัดได้ เพราะมีความเสี่ยงสูง อย่างไรก็ตาม อาการแรกรับพบว่าคนไข้ไม่มีเลือดออกในช่องท้อง ไม่มีกระดูกซี่โครงหัก หรือมีรอยช้ำตามร่างกาย ซึ่งแนวทางในการทำการรักษาต่อไปจะต้องให้แพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด และทำการสแกนสมอง พร้อมทั้งใส่เครื่องช่วยหายใจ โดยยืนยันว่าแพทย์จะดูแลรักษาอย่างเต็มที่
ทางด้าน พันเอกหญิงอภิรดี เที่ยงคำ อายุรแพทย์ โรงพยาบาลอานันทมหิด เปิดเผยว่า ขณะแรกรับคนไข้ พบว่าคนไข้ไม่หายใจแล้ว แต่ไม่พบร่องรอยบาดแผลใด ๆ ตามร่างกาย และไม่พบความผิดปกติที่เห็นชัดเจน อีกทั้งคนไข้มาด้วยอาการหยุดหายใจ จึงไม่สามารถตรวจสอบอาการได้เหมือนกับคนไข้สภาวะปกติ ซึ่งผู้ที่นำตัวคนไข้เข้ารับการรักษานั้น ก็แจ้งเพียงว่าคนไข้หมดสติ อีกทั้งทางโรงพยาบาลไม่ทราบประวัติการรักษาเดิมของคนไข้ ทำให้ต้องทำการเร่งปั๊มหัวใจเพื่อให้ฟื้นก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งรายละเอียดอื่น ๆ ทีมแพทย์ยังไม่สามารถระบุได้ว่าคนไข้หยุดหายใจจากสาเหตุใด

นอกจากนี้ พันเอกอำนาจ เมฆชมพู ศัลยแพทย์ประสาท ระบุว่า ขณะนี้คนไข้สามารถหายใจเองได้ แต่ยังต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เรื่องการทำงานของระบบไต ค่อนข้างดีขึ้น ซึ่งโดยรวมภาวะของคนไข้ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ทรงตัว มีการขยับขาได้เองบางครั้งเมื่อถูกกระตุ้น ส่วนสาเหตุที่สมองบวมนั้น เป็นเพราะคนไข้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น ทำให้เลือดไม่ส่งไปเลี้ยงสมอง เมื่อสมองขาดออกซิเจน จึงทำให้เซลล์สมองตาย
ขณะที่ นายคมฉัน และ นางรุ่งฤดี พ่อและแม่ของพลทหารคชา กล่าวว่า ภายหลังจากดูอาการตั้งแต่วันแรก พบว่าลูกลืมตาได้เพียง 2 ครั้งจากนั้นก็หมดสติไป ตนเองก็ยังอยู่ในภาวะเสียใจ และยังคงติดใจสาเหตุของการถูกกระทำในครั้งนี้ ที่ผ่านมาลูกก็มีสภาพร่างกายที่แข็งแรง ไม่เคยมีโรคประจำตัว

ตนเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมลูกตนจึงต้องมาเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้ ตนไม่ทราบว่าลูกชายถูกทั้ง 3 คนซ้อมในลักษณะไหน ร่างกายลูกจึงไม่มีบาดแผล ทั้งนี้ ผู้ใหญ่และทีมแพทย์ก็ได้ให้ความเป็นธรรม และดูแลค่อนข้างใกล้ชิด ซึ่งเบื้องต้นทางครอบครัวได้ไปขอใบรับรองแพทย์แล้ว เพื่อเตรียมที่จะแจ้งข้อกล่าวหาแก่ทั้ง 3 คน

หนุ่มช้ำใจเมียหนี ถอดแหวนทองจากมือแม่ไปขาย-โชว์เสพยาบ้าผ่านเฟซบุ๊ก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (24 ส.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรวิเชียรบุรี ได้รับแจ้งว่ามีเหตุลูกทำร้ายแม่ และมีอาการคลุ้มคลั่งอาละวาด จึงแจ้งให้สายตรวจออกตรวจสอบเหตุดังกล่าว tytheblog.com

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ หมู่ที่ 4 ต.ท่าโรง อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ ได้พบ นายศิริชัย อายุ 36 ปี ซึ่งอาศัยอยู่บ้านดังกล่าว นั่งคุยอยู่คนเดียว ส่วนเพื่อนบ้านและญาติต่างมองอยู่ในระยะที่ปลอดภัย หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปถึงก็ได้ดำเนินการเจรจากับ นายศิริชัย หรือ โอเล่ ทราบว่า อดีตภรรยาที่เลิกกันไปแล้ว โพสต์รูปผ่านทางเฟซบุ๊กว่ามีสามีใหม่แล้ว

ตนเองทำใจไม่ได้เพราะยังรักในตัวของอดีตภรรยาอยู่ จึงได้ขอเงินจากแม่เพื่อนำไปซื้อยาบ้ามาเสพหวังให้เสียชีวิต แต่แม่ไม่ให้จึงบังคับถอดเอาแหวนทองจากมือของแม่ เพื่อนำไปขายเอาเงิน มาซื้อยาบ้าเสพหวังฆ่าตัวตาย

ส่วนแม่หลังจากที่ถูกแย่งแหวนไปจึงไปเรียกสามี ซึ่งเป็นบิดาของนายศิริชัย ให้รีบกลับมาจากไปทำนา ส่วนนายศิริชัยหลังจากได้แหวนก็นำไปขาย และนำเงินไปซื้อยาบ้าจำนวน 10 เม็ด และได้เสพโชว์ผ่านเฟซบุ๊กจนหมดในคราวเดียว จึงเกิดอาการคลุ้มคลั่ง จนแม่ต้องโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการเจรจาเกลี่ยกล่อมอยู่ประมาณ 30 นาที จึงได้หลอกล่อให้นายศิริชัย เดินทางมาโรงพักได้สำเร็จ และควบคุมตัวไว้ในห้องขังพร้อมดำเนินการตรวจหาสารเสพติด และปรึกษาญาติเพื่อดำเนินการในทางกฎหมายต่อไป

ขนส่งฯ จ่อใช้ใบขับขี่บิ๊กไบค์ 400 ซีซีขึ้นไป เริ่มบังคับจริงปี 2562 นี้

ใบขับขี่บิ๊กไบค์เตรียมถูกบังคับใช้จริงสำหรับจักรยานยนต์ที่มีความจุเกิน 400 ซีซีขึ้นไป บังคับใช้ในปี 2562 นี้ เล่นบาคาร่า-ออนไลน์.com

หลักเกณฑ์ของผู้ที่จะขับรถจักรยานยนต์กำลังสูง หรือบิ๊กไบค์ ตัวรถจะต้องมีขนาดกำลังเครื่องยนต์เกิน 400 ซีซี ขึ้นไป ต้องเข้ารับการอบรมภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติใหม่ทั้งหมด รวมถึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในกฎจราจร และทักษะการขับรถบิ๊กไบค์ด้วย โดยผู้ที่มีใบขับขี่จักรยานยนต์เดิม ต้องเข้ารับการฝึกอบรมทั้งทฤษฎีและปฎิบัติเพิ่มเติม ก่อนจะได้รับใบขับขี่ใหม่ และถือเพียงใบเดียวเท่านั้น ไม่ต้องมี 2 ใบ

ทั้งนี้ กรมการขนส่งระบุว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมประกาศกฎกระทรวงฉบับใหม่และจัดทำข้อกฎหมายมารองรับ โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในภายในปี 2562 โดยจะไม่มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง

นายกมล บูรณพงศ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบกชี้แจงว่า สาเหตุที่แยกทำใบขับขี่รถจักรยานยนต์ทั่วไปและบิ๊กไบค์ เนื่องจากเป็นข้อเรียกร้องของสังคม เพื่อความปลอดภัย เนื่องจากในต่างประเทศ การขอรับใบขับขี่บิ๊กไบค์จะแยกประเภทกับใบขับขี่จักรยานยนต์ทั่วไปเช่นกัน โดยปัจจุบันมีรถบิ๊กไบค์จดทะเบียน จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 ทั้งสิ้นจำนวน 166,868 คันทั่วประเทศ

สำหรับหลักสูตรอบรมเพื่อขอรับใบขับขี่บิ๊กไบค์จะมีความเข้มข้นกว่าจักรยานยนต์ปกติ เช่น เพิ่มชั่วโมงการอมรบ, เพิ่มจำนวนข้อสอบข้อเขียนเกี่ยวกับกฎหมายจราจร, กฎหมายรถยนต์, กฎหมายขนส่ง, การบำรุงรักษาเครื่องยนต์ และเครื่องหมายจราจร

นอกจากนี้ ผู้ที่ขอรับใบขับขี่บิ๊กไบค์จะต้องมีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป จากหลักเกณฑ์ขอรับใบขับขี่รถจักรยานยนต์เดิมที่กำหนดอายุขั้นต่ำ 15 ปี

สาวไทยร่างโชกเลือดหอบลูกหนีตาย หลังแฟนฝรั่งคลั่ง-ไล่แทงเจ็บสาหัส

สาวไทยถูกสามีชาวอเมริกาคลั่งทำร้ายร่างกาย ถูกแทงเจ็บสาหัส ก่อนพาลูกชายวัย 7 ขวบ ขอความช่วยเหลือ รปภ. ตร.รวบหนุ่มต่างชาติคาห้องพัก ยึดของกลาง มีดและยาไอซ์

(22 ส.ค. 61) เมื่อเวลา 05.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ.มณีรักษ์ จันทร์สันเที๊ยะ รอง สวป.สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี รับแจ้งเหตุหญิงไทยถูกทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัส มาขอความช่วยเหลือ ที่ป้อมตำรวจภูธรชัยพฤกษ์ เลียบชายหาดจอมเทียน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงรีบนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจเขตและเจ้าหน้าที่สว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยารีบไปตรวจสอบ

เมื่อไปถึงพบร่างผู้บาดเจ็บเป็นผู้หญิงชาวไทยอายุประมาณ 35-40 ปี ได้รับบาดเจ็บศีรษะแตก เลือดอาบใบหน้า บริเวณชายโครงขวา ถูกของมีคมแทงเลือดไหลโชกไปทั้งลำตัว บาดเจ็บสาหัสหายใจรวยริน โดยพบลูกชายวัย 7 ขวบ ยืนดูแม่อยู่ไม่ห่างด้วยอาการตื่นตกใจ เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนเคลื่อนย้ายส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง ส่วนลูกชายวัย 7 ขวบ เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามปลอบใจอย่างใกล้ชิด

สอบถาม นายดำรงค์ อาจดี อายุ 49 ปี รปภ.ของคอนโด เล่าว่า ผู้บาดเจ็บถูกแฟนหนุ่มชาวต่างชาติคลั่งทำร้ายร่างกาย จึงพาลูกชายหนีตายลงมาขอความช่วยเหลือทั้งๆ ที่ถูกแทง จึงรีบพาซ้อนจักรยานยนต์ขี่ออกจากคอนโดมาแจ้งเจ้าหน้าที่ให้นำส่งโรงพยาบาล และไปตรวจสอบผู้ก่อเหตุที่ยังอยู่ในที่พัก เพราะเกรงว่าจะไปทำร้ายผู้อื่นอีก

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่สายตรวจเขต เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน เดินทางไปตรวจสอบที่ห้องพัก ชั้น 3 ห้องที่ F3-13 พบผู้ก่อเหตุนอนอยู่บนเตียง เจ้าหน้าที่จึงใช้ยุทธวิธีเข้าควบคุมไว้ได้ ตรวจสอบพบอาวุธมีด 6 เล่ม ตกอยู่เกลื่อนห้อง ข้าวของกระจัดกระจายเสียหาย และยังพบขวดสุรา ยาเสพติดประเภท 1 ยาไอซ์ 1 ถุง และอุปกรณ์การเสพ ซุกซ่อนอยู่ภายในลิ้นชัก เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

เบื้องต้น ทราบชื่อผู้ก่อเหตุคือ MR.NICHOLAS DANA HILLMAN อายุ 49 ปี สัญชาติอเมริกา จึงควบคุมตัวพร้อมของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน เพื่อทำการตรวจสารเสพติดในร่างกาย ส่วนฝ่ายหญิงผู้ได้รับบาดเจ็บยังอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ต้นอังกาบหนูกลายเป็นดราม่า แม่ชีสุดกลั้น คนแห่ถอนรากถอนโคนเกลี้ยง

แม่ชีสุดกลั้น ชาวบ้านทั่วสารทิศแห่เก็บต้นอังกาบหนู หลังมีข่าวช่วยรักษาโรคมะเร็งได้ ทำให้ที่ดินโล่งเตียนในพริบตา ขุดแม้กระทั่งรากอ่อน เจ้าตัวไม่ได้หลับได้นอน tytheblog.com

(21 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศที่บริเวณที่ป่ารก ข้างโรงเรียนอนุบาลปากท่อ วัดดาวลอย หมู่ 5 ตำบลปากท่อ อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี เต็มไปด้วยชาวบ้านจากทั่วสารทิศ ทั้งในเขตพื้นที่จังหวัดราชบุรีและต่างจังหวัด ที่แห่กันเดินทางมาเก็บต้นอังกาบหนู ตั้งแต่เมื่อช่วงค่ำคืนที่ผ่านมา หลังจากที่กลายเป็นข่าวดังว่า ต้นอังกาบหนูสามารถรักษามะเร็งได้ 

ที่ผ่านมามีก็เคยมีผู้เด็ดเอาใบของต้นอังกาบหนูไปรับประทาน และผลปรากฏอาการดีขึ้นโรคมะเร็งเริ่มหายไป ทำให้ล่าสุดต้นอังกาบหนูในพื้นที่ของ นางสาวละเมียด อายุ 70 ปี และเป็นผู้ถือศีลในวัดแห่งหนึ่งในอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หมดเกลี้ยงจนไม่เหลือแม้แต่ต้นเดียว

โดยชาวบ้านที่ต่างทราบข่าวว่าที่พื้นที่ดังกล่าวมีต้นอังกาบหนูและมีการแจกให้ฟรีต่างก็มีความหวังและเดินทางมาจากจังหวัดต่างๆ นำจอบ เสียม และอุปกรณ์การขุดเดินทางมาเพื่อที่จะขุดนำต้นอังกาบหนูกลับไปให้กับผู้ป่วยมะเร็ง ด้วยการนำไปปลูกและนำไปเพราะชำ หลังใบของต้นอังกาบหนูหมดจนเกลี้ยงต้น

ทำให้บางรายถึงกับน้ำตาซึมที่เดินทางมาแล้วเสียเที่ยวไม่ได้ต้นอังกาบหนูกลับไป ขณะที่บางรายยอมที่จะให้มือปาดหน้าผิวดินเพื่อหารากและต้นอ่อนของต้นอังกาบหนูไปเพราะปลูกเพื่อเป็นความหวังสุดท้ายที่จะเป็นทางเลือกในการรักษาโรคมะเร็ง

ผู้ป่วยโรคมะเร็งรายหนึ่ง เป็นชาวจังหวัดสุรินทร์ เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า เดินทางมาจากจังหวัดสุรินทร์ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดของวันนี้ หลังจากทราบข่าวจากสื่อต่างๆ ว่าที่อำเภอปากท่อมีต้นอังกาบหนู เพราะตนเองเดินทางไปที่สุโขทัยแล้วไม่ได้ จึงตัดสินใจเดินทางมาที่นี่ แม้ความหวังอันน้อยนิดก็ตาม โดยคาดว่าน่าจะมีหลงเหลืออยู่บ้าง

สำหรับตนป่วยเป็นโรคมะเร็งตับ ซึ่งแพทย์ได้ตรวจพบมีจุด 2 จุดที่เนื้อตับและนำชิ้นเนื้อมาตรวจพบว่าตนเองเป็นมะเร็งตับ ซึ่งก็ทำการรักษามาอย่างต่อเนื่องหลังจากแพทย์ระบุว่าอยู่ได้เพียง 6 เดือน ตนเองก็พยายามต่อสู้รักษาทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน เดินทางไปรับยาจากหมอแสง จ.ปราจีนบุรี และทราบข่าวว่าต้นอังกาบหนูสามารถรักษาได้ตนจึงมารองเพื่อเป็นทางเลือก หลังจากที่ตนเองพยายามเดินหาใบจนพบและนำมาล้างก่อนจะนำไปต้มดื่มรับประทาน

ทั้งนี้ก็จะพยายามทานอย่างต่อเนื่อง เผื่อมีโอกาสที่จะหายจากโรคมะเร็งตับที่เป็นอยู่ จึงอยากจะขอบคุณทางป้าเจ้าของที่ที่เปิดโอกาศให้ตนได้เข้ามาเก็บใบอังกาบหนูไปรับประทาน โดยตนเองก็นำเงินจำนวน 100 บาทร่วมทำบุญกับป้าเจ้าของที่ตามความประสงค์ที่แจ้งไว้ด้วย

ขณะที่ นางสาวละเมียด เจ้าของพื้นที่กล่าวว่า ตนไม่คิดว่าชาวบ้านจะเดินทางมามากมายขนาดนี้ ตนยังไม่ได้นอนพักตั้งแต่เมื่อคืนวานนี้ เพราะต้องเฝ้าที่ตัวเอง เพราะเกรงว่าจะมีคนบุกรุกเข้ามาในพื้นที่ แต่ก็มีชาวบ้านเดินทางมากันตลอดทั้งคืน มานอนค้างและก็ได้พูดคุยกันตลอดทั้งคืน
แต่เนื่องจากรุ่งเช้าของวันนี้ ปรากฎว่ามีชาวบ้านเดินทางกันมาจำนวนมากและมาขอเพื่อจะนำไปรักษาผู้ป่วย ซึ่งตนเองและญาติ ก็จำยอมเพราะทนแรงกระแสไม่ไหว และมีคนมาขอกันจำนวนมาก จึงยอมเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านเข้ามาเก็บ และขอให้คนที่พอมีฐานะหรือมีเงินร่วมกันทำบุญเพื่อไม่ให้ติดหนี้ต่อกัน คนที่มาเอาก็จะได้บุญตามไปด้วย เพราะเงินทุกบาทที่ได้มาตนเองจะนำไปถวายวัดดาวลอย และ วัดที่ตนเองถือศีลอยู่ในอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ทั้งนี้ วิงวอนขอผู้ที่เข้ามาเก็บอย่าถอนเอาต้นไป ซึ่งก็ให้ญาติคอยเดินบอกด้วยเครื่องขยายเสียงแบบพกพา เดินบอกทั่วบริเวณ แต่ก็ไม่เป็นผล แต่ละคนถอนเอาไปทั้งต้น แบบถอนรากถอนโคนไปเลย ทำให้ตอนนี้ไม่มีแม้แต่ต้นเดียว รวมไปถึงต้นว่านหางจระเข้ที่ปลูกไว้ก็ถูกเหยียบย่ำเสียหายไปด้วย

แต่ตอนนี้ก็ปลงและทำใจไว้แล้ว ก็ได้แต่เพียงขอให้ทุกคนนำต้นอังกาบหนูไปเพราะปลูกขยายพันธุ์เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยรายอื่นต่อไป แบ่งบุญกันไป ก็หวังว่าต้นอังกาบหนูนี้จะเป็นยาที่ช่วยรักษาโรคมะเร็งได้จริงๆ หรือช่วยต่ออายุของผู้ป่วยได้ ตนก็ดีใจ ส่วนที่แปลงดังกล่าวตนก็ยังคงความตั้งใจเดิมไว้ในการบอกขาย ใครสนใจก็สามารถมาติดต่อซื้อได้เช่นกัน

ส่วนที่ก่อนหน้านี้ตนระบุว่าในวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้ จะทำพิธีขอขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์และขอรุกเทวดา เจ้าที่เจ้าทางของพื้นที่นี้เพื่อจะให้ชาวบ้านเข้ามาเก็บต้นอังกาบหนู และตั้งพานครูให้ชาวบ้านได้ร่วมกันทำบุญนำเงินถวายวัดนั้น ตอนนี้ก็ต้องยกเลิกไป เพราะพื้นที่นี้ไม่มีต้นอังกาบหนูแล้ว แต่ก็ต้องปรับพื้นที่โดยการเอาเชือกมากันไว้และไม่ให้เข้าไป ซึ่งก็จะสำรวจอีกครั้งว่ายังมีต้นอังกาบหนูหลงเหลือหรือไม่ รวมไปถึงจะปรับพื้นที่เพื่อเตรียมบอกขายให้กับผู้ที่สนใจจะครอบครองต่อไป

นับว่าเป็นปรากฏการณ์ตลอดทั้งวัน ประชาชนจากทั่วสารทิศเดินทางมาเก็บและขุดต้นอังกราบหนู ที่เชื่อกันว่ามีสรรพคุณช่วยรักษาโรคมะเร็งได้ ซึ่งเดินทางมากันแบบมีความหวัง ขุดกันจนทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นที่โล่งเตียน

ป้าขับรถชนรปภ.สนามบิน อ้างป่วยสมองเสื่อม-รถเสียหลัก เหยื่อยังอยู่ไอซียู

คืบหน้าป้าฉุนโดนล็อกล้อขับกระบะพุ่งชน รปภ.สนามบินเชียงใหม่สาหัส แถมรถคนอื่นโดนลูกหลงเสียหาย 4 คัน พบผู้ก่อเหตุอายุ 69 ปีแล้ว อ้างรถเสียหลัก และป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม

ความคืบหน้ากรณีช่วงเย็นวานนี้ (20 ส.ค.61)เกิดเหตุผู้หญิงสูงอายุขับรถกระบะชนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานเชียงใหม่ ที่อำนวยความสะดวกการจราจร จนได้รับบาดเจ็บสาหัส และรถยนต์ที่อยู่ใกล้เสียหายอีก 4 คัน เนื่องจากไม่พอใจที่ถูกล็อกล้อเพราะจอดไว้ตรงจุดรับส่งผู้โดยสารบริเวณชานชาลาอาคารผู้โดยสารในประเทศ

รายงานข่าวแจ้งว่าหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้หญิงคนดังกล่าวพร้อมรถที่ก่อเหตุไปที่สถานีตำรวจภูพิงคราชนิเวศน์ โดยต่อมาทราบว่าผู้หญิงคนดังกล่าวชื่อ นางสาวภัทรา อายุ 69 ปี ซึ่งให้การสับสนวกวนไปมา และต่อมาญาติได้มาร่วมให้ปากคำ อ้างว่านางสาวภัทรา เป็นโรคสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ และพาร์กินสัน ช่วงเกิดเหตุไม่ได้ตั้งใจพุ่งชนแต่เป็นเพราะรถเสียหลักระหว่างขับออกตัว ไม่ได้โมโหที่โดนล็อกล้อ นอกจากนี้จะขอไปเยี่ยมคนเจ็บที่รักษาตัวที่โรงพยาบาลเพื่อขอโทษด้วย

เบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนได้อนุญาตให้กลับไปก่อน พร้อมยึดรถกระบะไว้ตรวจสอบ โดยยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา แต่จะเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาอีกครั้งภายหลังจากที่แพทย์มีการออกหนังสือรับรองประเมินอาการของผู้บาดเจ็บที่ ซึ่งอาการล่าสุดยังต้องพักรักษาตัวในห้องไอซียู เบื้องต้นเชื่อว่าจะมีเลือดออกในช่องท้องเพราะปัสสาวะออกมามีเลือดปน จึงต้องเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด

น้องสาวมึน พี่สาวป่วยทางจิตปั่นจักรยานจากนครนายก โผล่เป็นศพแห้งกรังที่อยุธยา

จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา พบศพหญิงชราอายุประมาณ 50-60 ปี สภาพศพเน่าเปื่อย

สภาพศพนอนหงาย ใส่เสื้อลายสก็อตแขนยาวผ้าถุงสีน้ำตาล ข้างศพพบรถจักรยานสีเขียวล้มคว่ำอยู่ ที่รถจักรยานพบกระเป๋าถือแขวนไว้ ตรวจสอบในกระเป๋าพบเงินสด 2,000 บาท และหมากพลู อยู่ในป่า หมู่ 5 ต.กระจิว อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด (17 ส.ค.) เมื่อเวลา 19.00 น. ที่ สภ.ภาชี จ. พระนครศรีอยุธยา นางวันวิสา อายุ 59 ปี เดินทางเข้าพบ ร.ต.ท.อำนาจ อุสารัมย์ รองสว.สอบสวน สภ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อมาขอดูศพพร้อมกับยืนยันว่า ศพหญิงสาวที่พบคือนางสาวรำไพ อายุ 66 ปี เป็นพี่สาวของตนเอง

นางวันวิสา อายุ 59 ปี เปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตเป็นพี่สาวของตน ซึ่งหายออกจากบ้านที่อยู่ จ. นครนายก ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค. และตนพร้อมญาติก็ได้ออกตามหาและประกาศตามโลกโซเชียล ตั้งแต่วันแรกที่หายไป

และก็ได้ไปแจ้งความคนหายกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนมทราบข่าวว่าพบศพหญิงสาวเสื้อผ้าและรถจักรยาน ตรงกับพี่สาวจึงเดินทางมาดู ยืนยันว่าเป็นพี่สาวของตนเอง

ส่วนสาเหตุตนก็ไม่ทราบว่าพี่สาวถึงทำไมปั่นจักรยานมาถึงที่นี่ได้ ส่วนพี่สาวของตนเองมีอาการป่วยทางจิตและต้องคอยไปพบแพทย์และรับยามารักษาตัวที่บ้าน

แต่ระยะหลังไม่ยอมไปจึงไมได้รับยามารักษา จึงอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้พี่สาวของตนปั่นจักรยานออกจากบ้าน และอาจจะหลงทางจึงกลับบ้านไม่ได้ จนมีผู้มาพบศพสภาพร่างกายแห้งกรังในป่ารกดังกล่าว

คนร้ายบุกสาดน้ำกรดสาววัย 31 กลางร้านแว่นตาห้างดัง อาการสาหัส

(17 ส.ค. 61) เมื่อเวลา 16.00 น. ศูนย์วิทยุ 191 สถานีตำรวจภูธรบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า มีคนถูกสาดน้ำกรด ในห้างสรรพสินค้าชื่อดังสาขาบ่อวิน tytheblog.com

หลังรับแจ้ง ร.ต.อ.ณัฐพงษ์ เหมือนพันธ์ รองสารวัตรสอบสวนพร้อมด้วยชุดสืบสวนสถานีตำรวจภูธรบ่อวิน และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยศีลธรรมสมาคมบ้านบึง จุดบ่อวิน ตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ในที่เกิดเหตุบริเวณทางเข้าห้างสรรพสินค้า พบผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นหญิง 2 รายทราบชื่อต่อมา นางสาวดาวทิพย์ อายุ 31 ปี ได้รับบาดเจ็บเป็นแผลพุพองตามลำตัวเสื้อและกางเกงฉีกขาด และอีกรายคือ นางสาวสุภาพร อายุ 21 ปี บาดเจ็บเล็กน้อยตามข้อมือและข้อเท้า เจ้าหน้าที่ช่วยกันปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนจะนำส่งต่อรักษา โรงพยาบาลสมเด็จ พระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา

จากการสอบถาม น.ส.กัญญาลักษณ์ เพื่อนผู้ได้รับบาดเจ็บ เบื้องต้นทราบว่า นางสาวดาวทิพย์ เป็นน้องสาวเจ้าของร้านขายแว่นตาในที่เกิดเหตุ ขณะกำลังนั่งอยู่หน้าร้านอยู่เป็นปกติ ก็มีคนร้ายใส่เสื้อคลุมสีดำมีฮู้ดคลุมหัว กางเกงขายาวสีดำ สวมใส่หน้ากากอนามัย ใส่ชุดมิดชิด เดินถือแก้วน้ำเข้ามา ก่อนเปิดฝาแล้วสาดน้ำที่เป็นกรดใส่ทันที ทำให้ผู้บาดเจ็บร้องกรี๊ดลั่นห้าง ทำให้คนแถวนั้นเข้ามาช่วยและตะโกนให้จับคนร้าย แต่คนร้ายรีบลงบันได้เลื่อนหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว ส่วนน้องอีกคนที่อยู่ร้านติดกันก็ถูกลูกหลงได้รับบาดเจ็บไปด้วย ซึ่งตนก็ไม่ทราบสาเหตุในครั้งนี้

ส่วนอาการล่าสุดตอนนี้แพทย์ได้ทำการชำระล้างน้ำกรดในตัวผู้ได้รับบาดเจ็บซึ่งมีอาการสาหัสอยู่ในระดับ 3 ต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลก่อน จากการตรวจสอบเบื้องต้นน้ำกรดที่ใช้สาดน่าจะเป็นกรดฟอร์มิกที่ใช้ในวงการยางพารา